(วิดีโอ+บทความ) อยากมีธุรกิจของตัวเองแล้วรุ่งต้องแกร่งให้ชินกับความล้มเหลว | ดร.สันติธาร เสถียรไทย

สารบัญเกลา - อยากเลือกอ่าน
แขกรับเชิญ :
พี่ต้นสน สันติธาร
Group Chief Economist ของ Sea

เราจะประสบความสำเร็จได้ในวันที่เราล้มเหลวจนชิน

สิ่งที่สำคัญในยุคใหม่ คือ กล้ามองมันตรง ๆ ทำไมเราถึงผิดพลาด ทำไมเราถึงล้มเหลวและการผิดพลาดล้มเหลว มันจะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จได้ กล้าทดลองสิ่งใหม่ ๆ ก็จะเกิดนวัตกรรม การเรียนรู้ที่มากมายมหาศาล ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเราเองและสังคม

อยู่กับความล้มเหลวอย่างไร

1. เราต้องมีความยืดหยุ่นระดับนึงที่สามารถรับได้ อาจต้องมีคนที่คอยช่วยเหลือสนับสนุน มีโค้ชที่คอยบอกว่า ‘ล้มเหลวแล้วจะทำอย่างไร ถึงจะไม่รู้สึกท้อแท้

2. เปิดใจดูว่าเราเรียนรู้อะไรได้บ้างจากความล้มเหลว

บางครั้งความล้มเหลวเกิดจากความผิดพลาดของตัวเราเอง เราก็ใช้มันเป็นบทเรียน

บางครั้งความล้มเหลวอาจจะไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดก็ได้ มันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ มันเป็นความเสี่ยง

3. เรียนรู้จากความล้มเหลวในหลายรูปแบบและยอมรับมันให้ได้

ถ้าเรายอมรับความล้มเหลวไม่ได้ แล้วพยายามใช้ทุกสิ่งทุกอย่างมาปกปิดมันไว้ ท้ายที่สุดแล้วมันจะทำร้ายทั้งตัวเราและสังคม

การศึกษาปัจจุบันตอบโจทย์ทักษะที่ใช้ทำงานจริงไหม

ไม่ค่อยตอบโจทย์เท่าไร เพราะมันค่อนข้างจะกำหนดสกิลต่าง ๆ ไว้อย่างเฉพาะเจาะจง พอไปทำงานจริง ค่อยไปเรียนรู้อีกที การศึกษาจะเน้นวิชาการ ไม่ได้เชื่อมโยงกับด้านอุตสาหกรรมขนาดนั้น

ทักษะที่ผู้ประกอบการต้องมี

การเป็นผู้ฟังที่ดี ต้องบาลานซ์ระหว่างไม่ฟังมากเกินไปหรือน้อยเกินไป

ฟังมากเกินไป = ไม่มีความเชื่อในไอเดียของตัวเอง ถึงเวลาก็จะเปลี่ยนตลอด เพราะเดี๋ยวคนนู้นบอกให้ทำอย่างนี้ เดี๋ยวคนนี้บอกให้ทำอย่างนั้น ถ้าฟังคนอื่นมากเกินไป สุดท้ายก็จะเป็นได้แค่ไอเดีย ไม่ได้ลงมือทำให้เป็นชิ้นเป็นอัน

ฟังน้อยเกินไป = เราอาจพลาดที่จะปรับงานของเราให้ดีขึ้น เพราะบางทีคนอื่นอาจจะมองเห็นในจุดที่เรามองไม่เห็น ถ้าเราไม่ฟังใครเลย เราก็จะมองไม่เห็นจุดนั้น

เทคโนโลยีช่วยให้เป็นผู้ประกอบการได้ง่ายขึ้น

ในปัจจุบัน ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน พนักงานขาย อาจจะใช้เทคโนโลยีพวก E-commerce เข้ามาเสริมได้

ลองตั้งแต่ตอนเป็นนักเรียนก็ได้ จะได้รู้ว่าการทำธุรกิจมันใช่สำหรับเราไหม ถ้ามันใช่ เราก็ทำต่อ ถ้าไม่ใช่ เราก็เปลี่ยน เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยให้เราลองอะไรใหม่ ๆ ได้ง่ายขึ้น

แต่มันก็มีด้านมืดของเทคโนโลยี ในแง่ของคนที่อยากเป็นผู้ประกอบการ

สังเกตได้ดังนี้

1. ดูง่าย รวยเร็ว ทางลัดโตทีเป็น1000%

2. ดูมีอิสระมหาศาล

จริงอยู่ที่การเป็นผู้ประกอบการ เราจะไม่มีนายของเรา ทว่าในโลกธุรกิจ ลูกค้า คือ นายของเรา สิ่งที่ตลาดต้องการ คือ นายของเรา เพราะฉะนั้นเราก็มีเจ้านายของเรานั่นแหละ บางคนคิดว่า มีเวลาอิสระ เมื่อคุณเป็นผู้ประกอบการแล้ว คุณจะไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง คุณจะมาคิดว่า ทำพอหรือยังสำหรับธุรกิจนี้ ทำได้มากกว่านี้ไหม ไปหาคนอื่นดีไหม จริง ๆ แล้ว มันไม่มีวันหยุดเลย

หัดรับมือกับการเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นไวมาก ไม่มีใครคาดเดาได้ว่า โลกในอนาคตจะเป็นอย่างไร เมื่อคาดเดาไม่ได้ โลกมันจึงมีความไม่แน่นอน ผันผวนสูง แปลว่าตัวเราต้องปรับตัวได้ไปเรื่อย ๆ

ปัจจุบันเราอยู่ในยุคปลาไวกินปลาช้า คนที่ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ตามเทรนด์การเปลี่ยนแปลงของโลกได้ทันเท่านั้นถึงจะอยู่รอด เพราะฉะนั้น เราต้องเป็นคนที่เปิดกว้าง พร้อมเรียนรู้ พร้อมรับข้อมูลใหม่ ๆ อยู่เสมอ

ถ้าสิ่งที่เราทำยังไม่เวิร์ค เราก็ต้องคอยทดลองเรียนรู้ หาคำตอบใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา อันนี้คือทักษะที่สำคัญมาก ที่เกิดจากการรวมสิ่งดังนี้เข้าด้วยกัน

1. ลดอีโก้ของตัวเอง

2. กล้าเปลี่ยนแปลงตัวเอง

3. มีความถึก ทน แม้ว่าจะผิดพลาด จะล้มเหลว เราก็ต้องสามารถลุกขึ้นมาใหม่ได้

เปลี่ยนงาน ในมุมมองของวัยรุ่น VS ผู้ใหญ่

มุมวัยรุ่น : การทำตามสมัยก่อน ทำอาชีพเดียวมันไม่ใช่ ทำแล้วเปลี่ยนดีกว่า

มุมผู้ใหญ่ : คุณไม่สู้ชีวิตเลย ถ้าคุณไม่สู้ คุณจะไปทำอะไร มันก็ไม่สำเร็จทั้งนั้นแหละ

ไม่ต้องถามว่าใครถูก ถูกทั้งสองฝ่าย เพราะว่าความอดทนก็เป็นส่วนสำคัญมากในการที่จะก้าวต่อไปในอนาคตได้ ขณะเดียวกัน เด็กก็ถูกอย่างนึงว่า มันไม่ใช่โลกที่จะต้องทำอยู่อย่างเดียว เราอาจจะเปลี่ยนแนวทางเดินก็ได้ เวลาจะเปลี่ยนสายงานให้ถามตัวเองดี ๆ ว่า อยากจะหนีความล้มเหลวหรือเปล่า อยากหนีความผิดพลาดหรือเปล่า ลึก ๆ จริง ๆ เหตุผลคืออะไร สำคัญที่สุดคือการกลับมารู้จักตัวเอง

เตรียมตัวให้พร้อมรับโอกาสอยู่เสมอ

บางครั้งถ้าเราเตรียมตัวพร้อม แต่ว่าโอกาสมันยังไม่ได้มา ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน หากมีโอกาสมาแต่เราไม่เตรียมพร้อม มันก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเช่นกัน

เหมือนกับคนที่ว่ายน้ำอยู่ในทะเล คลื่นมาแล้ว ถ้าเราไม่มีกระดานบอร์ดอยู่ในมือ เราก็โต้คลื่นนั้นไปข้างหน้าไม่ได้

จริง ๆ แล้ว เราต้องเตรียมพร้อมและรอตลอดเวลา แต่ว่า ‘การที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น’ มันไม่ได้แปลว่า ‘เราผิด’

การที่เราถือกระดานบอร์ดในมือแล้วว่ายน้ำ มันอาจจะเหนื่อยกว่าปกติ แต่มันไม่ได้หมายความว่า ‘เราผิด’ เพราะวันนึงที่โอกาสมันมา จะเกิดความที่คนอื่นเรียกว่า ‘โชคดี

เราเตรียมพร้อมตลอดเวลา สุดท้ายโอกาสมันมาแน่นอน แล้ววันที่โอกาสมา มันจะเป็นวันที่เราประสบความสำเร็จ

ทำงานเพื่อเงิน VS  ทำงานเพื่อสังคม

ทำงานภาคสังคม ไม่ได้แปลว่า คุณมีใจรักสังคมเสมอไป ในขณะที่คนทำงานภาครัฐ เอกชน อาจจะมีใจทำเพื่อสังคมก็ได้

เราอาจจะทำงานเพื่อหาเงิน แล้วค่อยไปช่วยเหลือสังคมในด้านอื่น บางทีคนเราอาจจะยังขาดบุคคลต้นแบบ(Role Model) ที่ไปทำภาคสังคมให้เห็นชัด ๆ ก็เลยไม่อยากเข้าไปทำตรงนั้น

ทำไมพี่ต้นสนถึงอยากทำงานภาคสังคม

1. เป็นคนชอบลองทำอะไรใหม่ ๆ ชอบท้าทายตัวเอง

2. รู้สึกว่า อยากเรียนอะไร ก็ต้องเข้าไปเรียนรู้จากคนที่เขาทำเรื่องนั้นอยู่แล้ว ทำนองเดียวกับอยากได้ลูกเสือ ก็ต้องเข้าถ้ำเสือ

ประโยชน์ของการจดบันทึก

การจดเป็นสิ่งที่ดีอย่างนึง เพราะการจดมันทำให้ไม่ลืมและช่วยให้เรารู้ด้วยว่า ช่วงไหนเรามีไอเดียเยอะ ช่วงไหนเรามีไอเดียน้อย พอไปดูจะพบว่า ช่วงที่เรามีคอนเทนต์ใหม่ ๆ เป็นช่วงที่เราพบปะกับคนใหม่ ๆ มันเป็นตัวกระตุ้นว่า เราออกจากComfort Zone เราพอหรือยัง มีความหลากหลายพอไหม ในการคิดไอเดียหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาในหัว ช่วงไหนที่รู้สึกว่าเราอยู่ใน Comfort Zone เยอะไปแล้ว ไอเดียมันไม่ค่อยมาแล้ว เราก็ต้องเริ่มไปฟังพอดแคสต์บ้าง ไปดูเลกเชอร์อะไรใหม่ ๆ ที่มันอยู่นอกสายงานตัวเองหรือไม่ก็ไปพบปะผู้คน

ข้อดีของการอยู่กับคนที่เราไม่ชอบอยู่ด้วย

ความหลากหลายที่ได้จากสิ่งที่เราไม่ชอบ มันกระตุ้นตัวเราได้เหมือนกันและมันก็ช่วยให้เราเปิดกว้างขึ้น สามารถเข้าใจคนอื่นได้มากขึ้น การที่เราสามารถอยู่กับคนอื่นได้ ในขณะที่เราคิดต่างกัน มันก็เป็นสกิลอย่างนึงที่สำคัญ บางครั้งมันก็เกิดไอเดียใหม่ ๆ ได้เหมือนกัน

พี่ต้นสนชอบอยู่กับคนแบบไหน

1. ชอบคนที่ถามคำถามดี ถามคำถามให้ได้คิดในมุมมองใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยคิดมาก่อน

2. ชอบคนที่มีแพสชันมาก ๆ กับเรื่องบางเรื่อง ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่เราไม่คุ้นก็ได้ อาจจะเป็นเรื่องภาพยนตร์ เกมE-sports หรือวงการบางวงการ

คนที่มีแพสชันมาก ๆ มักจะมีอะไรใหม่ ๆ ให้เราได้เรียนรู้อยู่เสมอ ว่าทำไมเขาถึงทุ่มเทตรงนั้น เราเห็นความเหมือนในความต่างว่า เขาอาจจะทุ่มเทสิ่งนั้นมากมายที่เราไม่เข้าใจ แต่สุดท้ายแล้ว แพสชันมันมีหลายอย่างคล้ายกัน เราก็ทุ่มเทในสิ่งที่เราชอบเหมือนกัน

นิสัยอันตรายสำหรับคนที่อยากเป็นผู้ประกอบการ

1. ลืมตัว รู้สึกมั่นใจในตัวเองมากเกินไป

2. ลืมรับฟังคนอื่น ไม่เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ

คิดว่า ตัวเองเป็นกูรูแล้ว เป็นคนที่รู้มากแล้ว เป็นน้ำเต็มแก้ว เพราะในโลกปัจจุบันและอนาคต จะมีการเปลี่ยนแปลงมหาศาล ประสบการณ์ที่เรามีมา ที่เคยสะสมมา มันอาจจะไม่ได้มีความสำคัญเท่าเดิมก็ได้

3. มี Fixed Mindset มาก

บางคนคิดว่า ตัวเองเกิดมาเป็นแบบนี้แล้วมีความเหนือคนอื่น มีความเก่งกว่าคนอื่น พอมันมีแบบนี้มาก ๆ ก็จะไม่เป็นประโยชน์อะไร จะมองเห็นแต่ตัวเอง ไม่เห็นคนอื่น มองตัวเองยอดเยี่ยม

ทำไมเราต้องเกลาตัวเองก่อนไปเกลาคนอื่น

ไม่มีใครเปลี่ยนเราได้ นอกจากตัวเราเอง เพราะฉะนั้นการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงสังคม มันต้องเริ่มจากการเปลี่ยนตัวเองก่อน

มาพูดให้เราฟัง เราก็ลืมอยู่ดี แต่ทำให้เราดู เราจะจำได้ แต่ถ้าเอาเราไปร่วมทำด้วย เราจะเรียนรู้และเข้าใจมากขึ้น แล้วถ้าสร้างแรงบันดาลใจให้เรา เราก็จะเปลี่ยน แล้วลงมือทำ

เรื่องดี ๆ มีไว้แชร์ต่อ
เอกปวีร์ สีฟ้า (19)
เอกปวีร์ สีฟ้า (19)
เด็กครุ ชอบงานเขียน และการพูดคุยกับผู้คน อินกับหนังสือ How to รักแมวเป็นที่สุด อยากให้ผู้คนได้รับสารดี ๆ จากงานเขียนของตน
เอกปวีร์ สีฟ้า (19)
เอกปวีร์ สีฟ้า (19)
เด็กครุ ชอบงานเขียน และการพูดคุยกับผู้คน อินกับหนังสือ How to รักแมวเป็นที่สุด อยากให้ผู้คนได้รับสารดี ๆ จากงานเขียนของตน