เกลา นิสัยอันตราย

(วิดีโอ+บทความ) นิสัยที่ต้องมีคู่กันก่อนทำธุรกิจพัง | Guss Damn Good

สารบัญเกลา - อยากเลือกอ่าน
แขกรับเชิญ :
พี่ระริน ธรรมวัฒนะ และ พี่นที จรัสสุริยงค์

Guss Damn Good คราฟไอศกรีมสัญชาติไทย สไตล์บอสตันสุดพรีเมี่ยม ที่รังสรรค์จากเรื่องราวจนกลายเป็นรสชาติของไอศกรีม ถ้าคุณอยากทานไอศกรีมที่มีรสชาติไม่เหมือนใคร แบรนด์นี้ตอบโจทย์คุณแน่นอน!

วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับสองผู้ตั้งแบรนด์นั่นก็คือ ระริน ธรรมวัฒนะ  และนที จรัสสุริยงค์ ทั้งสองคนจะมีแนวคิดที่น่าสนใจอะไรมาแบ่งปัน  ไปอ่านกัน

จุดเริ่มต้นของการเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจร่วมกัน

ระริน : เราสองคนเจอกันตอนเรียน MBA นั่งเรียนและทำงานอยู่ด้วยกันเกือบทุกโปรเจกต์ ทุกวิชา ก็เลยอยากทำธุรกิจร่วมกัน ทั้งที่ไม่เคยหาหุ้นส่วนในการทำธุรกิจมาก่อน

นที : ความเชื่อใจและความเคารพกัน สำคัญมากในการหาหุ้นส่วนทางธุรกิจ  ไม่ว่าเราจะทำงานกับใครคนไหน  ช่วงแรกมันจะดีเสมอ มันจะช่วยกัน พองานมันเริ่มเยอะ มันก็จะเริ่มมีปัญหา มันจะเริ่มมีความเห็นที่ไม่ลงรอยกัน ผมกับระริน โชคดีตรงที่สกิลเราต่างกันชัดเจน มันจึงเป็นจุดเริ่มต้นของความเชื่อใจและเคารพซึ่งกันและกัน  ในเรื่องครีเอทีฟ ให้ระรินตัดสินใจ แต่ผมก็มีหน้าที่ติชม ถ้ารู้สึกไม่เห็นด้วย ก็จะตามด้วยเหตุผลอะไร 1 2 3 4 แล้วถ้าระรินสามารถเถียงกลับมาได้  ผมก็จะยอม 100 %  ไม่มีอีโก้ใส่กัน

สิ่งที่ได้จากการเรียนที่ Bobson College

นที : วิชาการที่เรียนในนั้นมันดี มันทำให้เรารู้ว่า ทำธุรกิจต้องทำอย่างไร ที่สำคัญกว่าคือ เพื่อนที่อยู่ในแวดวง ทำให้เราได้ทัศนคติอีกอย่างนึง  คือ ความคิดที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ มีความดื้อในตัวที่สูง และมีความเชื่อมั่นในความคิดตัวเองสูง(แบบมีเหตุผล)

ระริน : แนวคิดเรื่องกำไรที่จะได้ มันได้หายไปจากเรา เขาไม่ได้สอนให้เราโฟกัสว่าทำธุรกิจแล้วต้องรวย  จุดโฟกัสของเราคือลูกค้า มันขาดอะไรอยู่ตอนนี้ แล้วเราก็พัฒนาสินค้า ถ้าสินค้าดี เราจริงจังกับมัน เราเต็มที่กับมัน มันต้องมีคนที่เขาชอบสินค้าของเรา หลายคนอาจจะคิดว่าต้องการทำกำไรเยอะ ๆ ต้องทำอะไรใหญ่โต แต่ Babson ไม่ได้สอนให้เราทำอะไรใหญ่โตตั้งแต่วันแรก หรือมีแผนธุรกิจที่สวยหรูถึงจะทำธุรกิจแล้วรุ่ง ประสบความสำเร็จ ทำไปทีละก้าว ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องจักรใหญ่โตตั้งแต่วันแรก เครื่องจักรเล็ก ๆ พอขายดี ก็ค่อยเพิ่มเครื่องจักร เพิ่มคน เพิ่มร้านค้าสาขา เราก็จะรู้สึกว่าแบบนี้เจ็บตัวน้อยกว่า

กำไรสำคัญไหม ?

นที :  กำไรมันก็สำคัญ แต่ว่ามันก็ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้าเราโฟกัสแค่ว่ากำไรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราจะทำ Guss Damn Good ออกมาไม่ได้อย่างนี้แน่นอน ผมมองว่า passion มันยังสำคัญกว่าอยู่ดี คนที่ทำเพราะเห็นโอกาสที่จะสร้างกำไรแล้วทำได้ดีก็มี ไม่ใช่ไม่มี แต่ผมรู้สึกว่าอยากทำอะไรที่ชอบจริง ๆ เท่านั้น ถึงจะทำมันออกมาได้ดี อยู่กับมันได้ทุกวัน และผมจะสามารถแก้ปัญหาที่ไม่อยากแก้ได้ทุกวัน ถ้ารู้สึกว่ามันจะสามารถผลักดันสิ่งที่สำคัญไปข้างหน้าได้

passionหรือความหลงใหลอย่างเดียว มันไม่พอหรอก มันต้องมีความอดทนที่แรงกล้า มันจะเป็นตัวผลักดัน ทำให้เราสามารถทำสิ่งดี ๆ ออกมาให้คนรับรู้ได้ แล้วพอคนรับรู้ได้ มันก็จะถูกตอบกลับโดยรูปแบบต่าง ๆ เอง

การก้าวไปใกล้ ๆ ทีละก้าว มันยั่งยืนกว่าที่จะทำกำไรแบบฉาบฉวย  ผมไม่ต้องการทำสินค้าออกมาเพื่อตอบโจทย์กับตลาดเดี๋ยวนั้น ผมอยากทำสินค้าออกมาเพื่อให้มันอยู่อีกยาว ดังนั้นเวลาคิดสินค้า เราจะไม่ตามกระแส เราจะทำอะไรที่เราเชื่อ

เรานิยามคำว่าพอหรือรวยได้ดีแค่ไหน ?

นที : ตอนนี้ ผมรู้สึกว่าไม่ได้ต้องการรวยเป็นร้อยล้าน เป้าหมายก็คือ ผมต้องมีเงินให้เพียงพอกับไลฟ์สไตล์ที่ผมอยู่ได้ ณ ตอนนี้ ความสุขของแต่ละคนมันต่างกัน โชคดีที่ความสุขของเรามันราคาถูก มันก็เลยไม่ได้มีความต้องการที่ว่าทุกอย่างมันต้องเป็นเงิน มันต้องสร้างผลกำไร

ฝากถึงคนที่ตั้งหวังให้กำไรเยอะตั้งแต่ช่วงต้น

นที : ไม่ผิดหรอก แต่เราต้องอยู่บนพื้นฐานที่เราต้องไม่ไปเอาเปรียบใครและไม่ได้ทำอะไรที่มันแย่ ทว่าผมมองว่าการทำกำไรได้เยอะในตอนต้น มันไม่มั่นคง อยากให้มองยาวมากกว่า ความมั่นคงมันดีกับชีวิตเรามากกว่าที่จะทำกำไรในระยะสั้น แล้วไปทำธุรกิจใหม่ ธุรกิจอาจจะเจ๊งก็ได้  คิดให้ดี คิดให้ไกลจะดีกว่า

ระริน : มันเป็นเรื่องของคุณค่า จะตั้งราคาเท่าไร ทำกำไรเท่าไรแล้วแต่เขา สิ่งสำคัญคือลูกค้าต้องเห็นว่าเราใส่คุณค่าลงไปในสินค้าจริง ๆ

ถ้าคุณค่าที่ให้ไปกับความคาดหวังของลูกค้า มันเข้ากัน ก็โอเค

แต่ถ้าเกิดมันไม่เข้ากัน นั่นหมายถึง เรากำลังเอาเปรียบใครอยู่หรือเปล่า

จะรวยเร็ว รวยช้าไม่รู้ แต่สำคัญคือเราต้องมีความจริงใจกับของที่เราขายและคนที่เราคุยด้วย

ถ้าเราหลอกลวงสิ่งที่ขาย ถ้าเขารู้ว่าเราหลอก คุณค่าที่เขาได้ มันไม่ตรงไปตามที่เขาคาดหวัง เขาก็จะไม่ซื้อของเราต่อและไปบอกหลาย ๆ คนต่อ บางครั้งกว่าเราจะรู้ว่าปลายทางเป็นอย่างไร มันอาจจะสายไปแล้วก็ได้…

อะไรคือจุดเด่นของ Guss Damn Good

นที : คาแรคเตอร์ของแบรนด์ และคำมั่นสัญญาของแบรนด์ เราทำงานกันอย่างดี คนรับรู้ได้  เราสองคนทำงานกันค่อนข้างสุดโต่งไปในทางนึง เราไม่เคยมีแผนสำรอง ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม  เรารู้สึกว่าแพลน A คือแพลนที่ดีที่สุดในตอนนั้น เราต้องทำให้มันสำเร็จให้ได้ ถ้าไม่ได้คือเจ๊ง ทุกอย่างไม่มีกั๊กเลย ทว่าแพลน A ที่ว่า ก็ไม่ได้คิดจากความรู้สึก เราคำนวณมาอย่างดี คิดทุกโอกาสแล้ว

ระริน : การเผื่อแผ่หรือคิดถึงคนอื่น ไม่ได้คิดว่าเราต้องโตแบบก้าวกระโดด พอแบรนด์เราโตขึ้น มันก็จะมีคนที่ฝากชีวิตไว้กับเราเยอะขึ้น  ดังนั้นเราต้องทำงานให้ดี ให้มั่นใจว่าทุกคนมีชีวิตที่ดีที่มาอยู่กับเรา

สิ่งที่ยากและท้าทายในการทำธุรกิจ

นที : การทำให้เขาเห็นในเป้าหมายเดียวกับเรา การทำให้เขารู้สึกว่าเขามีความเป็นเจ้าของเท่า ๆ กับเราเป็นเรื่องยากมาก เขาอาจจะมีทัศนคติว่าเขาเป็นแค่พนักงาน เขาไม่ได้เป็นเจ้าของเหมือนกับเรา แล้วเขาจะมีpassionเท่าเราได้อย่างไร ในเมื่อเขาก็ทำงานรับเงินเดือนอยู่อย่างนั้น เราต้องการคนที่ทุ่ม 100% ให้เรา เราจะคุยกับเขาอย่างไร ให้เขารู้สึกตามไปกับเราได้  แบบเรารักในสิ่งที่เราทำมากและสิ่งที่เราทำอาจจะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตได้ เรามีความเชื่อแบบนั้น

ระริน : คนที่ทำงานกับเราทุกคน ในมุมเรา เราก็เต็มที่ บางทีเราก็ไม่รู้ว่าแต่ละคนคิดอะไรอยู่หรือมีความคาดหวังอะไร บางคนก็บอก บางคนก็ไม่บอก มันคาดเดายากมาก สิ่งที่เราทำได้ คือเราก็ต้องมั่นใจและทำทุกวันให้ดีที่สุด  ถ้าเราไม่มีอีโก้ใส่กัน เราดูที่งาน ดูที่เนื้อผ้า มันก็เป็นส่วนช่วยให้ทุกคนพากันไปได้ คือ แน่นอนว่าทุกคนไม่อยากจะเหนื่อย ทุกคนอยากได้ความมั่นคง ผลตอบแทนสูง ถ้าเราแสดงออกให้เห็นว่า นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้ตอนนี้ เราก็พยายามเต็มที่อยู่ มันก็มีทั้งคนที่เข้าใจและไม่เข้าใจ คือคนที่เข้าใจก็ช่วยกันต่อ คนที่ไม่เข้าใจอาจจะลงรถไฟไปแล้ว แต่รถไฟขบวนนี้ก็ต้องแล่นต่อไปเรื่อย ๆ

จากเรื่องราวชีวิตมาสู่รสชาติไอศกรีม

ระริน : เป็นคนชอบกินขนมทุกอย่าง ทุกชนิด แต่นทีจะไม่กินขนม แต่อย่างเดียวที่จะกินคือ ไอศกรีม มันคือจุดร่วม และเราอยู่ในบอสตัน ซึ่งเป็นเมืองที่คนอเมริกากินไอศกรีมเยอะที่สุด มันเลยมีร้านไอศกรีมเยอะมาก ในขณะที่ช่วงนั้นอากาศเริ่มหนาว เราก็ยังเห็นคนต่อแถวกินไอศกรีม  เราก็เลยสงสัยว่าทำไมเขาไม่หนาวกัน ทำไมถึงยังมากินของเย็น ๆ อีก ก็เลยไปถามเพื่อนคนบอสตัน เขาก็บอกว่าสำหรับคนที่นี่ ขนมหวานมันไม่ใช่แค่ขนมทั่วไป เขากินไอศกรีมเพื่อที่จะนึกถึงหน้าร้อน มันเป็นมากกว่าขนมหวาน มันเป็นโมเมนต์ที่จะย้อนนึกถึง กลับมาที่เมืองไทย ทำไมคนไทยถึงมองไอศกรีมเป็นแค่ขนมหวาน ไอศกรีมมันเป็นได้มากกว่านั้น มันเป็นสัญลักษณ์ของความสุข อะไรก็ตามที่เราอยากจะนึกถึง ก็เลยอยากทำไอศกรีมดี ๆ โฟกัสในการทำให้วัตถุดิบอร่อย แล้วก็ให้มันมีความรู้สึก เราเชื่อว่าไอศกรีมของเรามันมีความรู้สึก เพราะวิธีการคิดรสชาติของ Guss มีหลักการอยู่ 1 ข้อ คือ Story to flavor ทุกรสชาติจะเริ่มมาจากเรื่องราวดี ๆ รอบตัว เราแปลเรื่องราวเหล่านั้นมาทำให้กลายเป็นรสชาติ

อยากเปลี่ยนนิสัยเพื่อนร่วมงานหรือไม่ ?

นที : ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนนิสัยใคร แต่ว่าเรื่องวิธีการทำงานอาจจะต้องปรับ ผมยอมรับในความแตกต่างของคนได้อย่างดี และผมชอบความแตกต่างของคน แต่ว่าต้องเป็นความแตกต่างที่อยู่ในค่านิยมของ Guss Damn Good ที่ไม่หลุดจากสิ่งที่เราตั้งไว้

เรื่องดี ๆ มีไว้แชร์ต่อ
เอกปวีร์ สีฟ้า (19)
เอกปวีร์ สีฟ้า (19)
เด็กครุ ชอบงานเขียน และการพูดคุยกับผู้คน อินกับหนังสือ How to รักแมวเป็นที่สุด อยากให้ผู้คนได้รับสารดี ๆ จากงานเขียนของตน
เอกปวีร์ สีฟ้า (19)
เอกปวีร์ สีฟ้า (19)
เด็กครุ ชอบงานเขียน และการพูดคุยกับผู้คน อินกับหนังสือ How to รักแมวเป็นที่สุด อยากให้ผู้คนได้รับสารดี ๆ จากงานเขียนของตน